ในยุคสมัยนี้ที่ใคร ๆ ก็อยากเป็นเจ้าของธุรกิจและการจะได้เป็นเจ้าของกิจการสักร้านนั้นก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม แถมยังมีตัวเลือกที่หลากหลายมากกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะ “ธุรกิจร้านกาแฟ” ที่กำลังเป็นกระแสมาแรงในสังคมไทยไม่น้อย แนวโน้มการบริโภคกาแฟในหมู่ชาวไทยนับวันก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น การเลือกเป็นเจ้าของร้านกาแฟเล็ก ๆ สักร้าน จึงกลายมาเป็นหนึ่งใน Top Choice และสิ่งที่ต้องคำนึงก่อนตัดสินใจเปิดร้านก็นับว่ามีมากมายเป็นตำรา หนึ่งในนั้นคือ การเลือกซื้อเครื่องชงกาแฟอย่างไรให้เหมาะกับร้านมากที่สุด

ประเภทของเครื่องชงกาแฟ

ประเภทของเครื่องชงกาแฟ

เครื่องชงกาแฟ (Coffee Machine) เรียกว่าเป็นหัวใจสำคัญของร้านกาแฟเลยก็ว่าได้ เพราะเครื่องชงกาแฟสามารถเป็นตัวกำหนดคุณภาพและรสชาติของกาแฟที่เราคาดหวังจะให้เป็นได้ ซึ่งปกติแล้วเครื่องชงกาแฟมีการจัดประเภทที่หลากหลายมาก แต่เครื่องชงกาแฟขนาดเล็กถึงกลางที่เหมาะกับทั้ง Home Use และร้านกาแฟขนาดย่อม หลัก ๆ จะมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท ดังนี้

  • เครื่องชงกาแฟแคปซูล (CAPSULE) : สามารถนำไปใช้กับร้านขนาดเล็ก ๆ ได้ด้วยเช่นกัน ประเภทนี้จะชงกาแฟผ่านการบดเมล็ดกาแฟที่ถูกบรรจุอยู่ในแคปซูล ผู้ใช้สามารถซื้อแคปซูลสำเร็จรูปตามท้องตลาดหรือบดกาแฟทำเป็นแคปซูลกาแฟด้วยตัวเองก็ได้ หลังจากนั้นเครื่องชงจะสกัดเป็นกาแฟผ่านแคปซูล ออกมาเป็นเครื่องดื่มกาแฟ 1 แก้ว แม้เครื่องชงกาแฟแคปซูลจะทำง่ายและมีราคาไม่สูงนัก แต่แคปซูลกาแฟกลับมีราคาที่สูงพอสมควร ประมาณ 19 – 40 บาทต่อชิ้น เครื่องชงกาแฟแคปซูลนี้จึงเหมาะกับมือใหม่ที่ไม่ต้องการฟังก์ชันที่หลากหลาย ใช้ง่ายแค่ไม่กี่ขั้นตอน
  • เครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซ่ (Espresso Machine) : เป็นเครื่องชงกาแฟมาตรฐานที่ร้านกาแฟส่วนมากเลือกใช้ มีอุปกรณ์เสริมค่อนข้างมากและต้องอาศัยการเรียนรู้วิธีใช้อุปกรณ์ระดับหนึ่ง ช่วงราคาของเครื่องชงเอสเปรสโซ่มักอยู่ระหว่างหลักพันไปจนถึงหลักแสน ฟังก์ชันก็จะต่างกันตามคุณภาพและราคา เครื่องชงประเภทนี้จะสามารถสกัดเอสเปรสโซ่ช็อตที่ได้มาตรฐานออกมาเพื่อเป็นเบสทำกาแฟ เหมาะกับทั้ง Home Use และ Commercial Use
  • เครื่องชงกาแฟอัตโนมัติ (Fully Automatic Coffee Machine) : เครื่องชงกาแฟประเภทนี้มักปรากฏตามออฟฟิศเป็นส่วนใหญ่ มีหลักการทำงานคล้ายกับเครื่องชงเอสเปรสโซ่ที่มาในรูปแบบอัตโนมัติทั้งหมด ไม่ต้องบดกาแฟเอง เพียงตั้งค่าและใช้ปุ่มกดตามฟังก์ชันที่มีบนเครื่อง ก็สามารถสกัดกาแฟตามเมนูที่ต้องการออกมาได้อย่างตรงมาตรฐานแล้ว ที่สำคัญ ยังได้กาแฟที่มีความสดใหม่รองลงจากเครื่องชงเอสเปรสโซ่อีกด้วย เป็นประเภทที่ทั้งสะดวก รวดเร็วและใช้งานง่าย จึงเหมาะกับสายออฟฟิศ และ Home Use เป็นพิเศษ

หลักการเลือกซื้อเครื่องชงกาแฟ

หลักการเลือกซื้อเครื่องชงกาแฟ
ราคาเครื่องชงกาแฟ (Price)

ช่วงราคาเป็นปัจจัยหนึ่งที่เจ้าของร้านควรนำมาคำนึงถึงเป็นสิ่งแรก ๆ เพราะราคาของเครื่องชงกาแฟมีให้เลือกตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสน ควรพิจารณาจากขนาดร้าน ปริมาณที่ต้องการชงมากหรือน้อย ราคาเครื่องดื่มที่คาดหวัง รวมถึงพฤติกรรมการดื่มกาแฟของกลุ่มลูกค้าโดยรอบ จะทำให้เราตัดสินงบประมาณที่จะซื้อเครื่องชงกาแฟที่เหมาะและตรงเป้าหมายของร้านได้สำเร็จ

ยี่ห้อ (Branding)

ปัจจุบันมียี่ห้อเครื่องชงกาแฟที่หลากหลายมากบนท้องตลาด ซึ่งแต่ละแบรนด์มักมีลูกเล่นที่คล้ายคลึงแต่อาจโดดเด่นไม่เหมือนกัน ยี่ห้อเครื่องชงกาแฟที่เป็นเจ้าดังหรือเป็นที่รู้จักพอสมควร จะบ่งบอกถึงคุณภาพกาแฟที่เชื่อถือได้ เสริมภาพลักษณ์ให้กับร้านกาแฟได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ผู้ผลิต (Manufacturer)

ถัดจากยี่ห้อแล้ว อย่าลืมคำนึงถึงผู้ผลิตต้นทางที่เป็นเสมือนโรงงานผลิตใหญ่ โดยเครื่องชงกาแฟคุณภาพดีเยี่ยมและไว้ใจเรื่องคุณภาพได้ มักถูกผลิตมาจากประเทศในแถบยุโรป เช่น อิตาลี การเลือกซื้อเครื่องชงกาแฟจากผู้ผลิตเหล่านี้ จะการันตีเรื่องคุณภาพและมาตรฐานระดับโลกได้อีกด้วย

ขนาดเครื่องชงกาแฟ (Sizing)

ขนาดของเครื่องชงกาแฟเป็นอีกสิ่งที่สำคัญไม่น้อยในการเลือกซื้อ เนื่องจากต้องคำนวณจากขนาดร้านกาแฟและปริมาณเครื่องดื่มที่ต้องการชงให้ได้ต่อวันหรือต่อชั่วโมง บวกกับความต้องการของลูกค้า สำรวจจำนวนของกลุ่มลูกค้าโดยรอบว่ามากหรือน้อย เพราะหากลูกค้ามากแต่เลือกซื้อเครื่องขนาดเล็ก จะทำให้ชงกาแฟไม่ทันต่อความต้องการลูกค้าได้

ฟังก์ชันการใช้งาน (Function)

หัวใจสำคัญของการเลือกซื้อเครื่องชงกาแฟให้เหมาะและดีต่อร้านกาแฟของคุณ นั่นก็คือเลือกจากฟังก์ชันการใช้งานเป็นลำดับแรก ๆ ซึ่งฟังก์ชันการใช้งานมีทั้งแบบอัตโนมัติและแบบทำมือ รวมถึงฟังก์ชันเสริมเช่นก้านเป่าฟองนมจากเครื่องชงเอสเปรสโซ่หรือเครื่องวัดตวงดิจิทัลที่มาพร้อมสรรพในเครื่องเดียว ก็จะยิ่งตอบโจทย์ต่อคุณภาพการชงกาแฟ ความสะดวกรวดเร็วในการชงเครื่องดื่ม จะส่งผลให้กาแฟที่ได้ตรงตามความต้องการมากที่สุด

บริการหลังการขาย (After-sales Service)

เครื่องชงกาแฟล้วนเป็นเครื่องมือที่ต้องบำรุงรักษาอยู่เสมอ มีอุปกรณ์หรืออะไหล่ที่สามารถสึกหรอตามการใช้งาน ฉะนั้น ควรเลือกซื้อเครื่องชงกาแฟยี่ห้อหรือแบรนด์ที่มีประกันสินค้าและบริการหลังการขาย มีฝ่ายซัพพอร์ตหากเกิดปัญหากับเครื่องชงกาแฟทั้งระยะสั้นและระยะยาว จะช่วยให้เรารับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับเครื่องชงกาแฟในอนาคตได้ง่ายยิ่งขึ้น

เลือกซื้อเครื่องชงกาแฟตามขนาดหม้อต้ม ให้เหมาะกับร้านของคุณ

อีกหนึ่งวิธีเลือกซื้อเครื่องชงกาแฟให้เหมาะกับร้านกาแฟ คือการเลือกซื้อตามขนาดหม้อต้ม (Boiler) ซึ่งขนาดบอยเลอร์ที่ต่างกันจะบ่งบอกถึงขนาดของเครื่องชงกาแฟได้อย่างง่ายดาย เพราะหากคาดการณ์จากลักษณะเครื่องอาจไม่แน่ชัด ควรเทียบดูจากขนาดหม้อต้มหรือบอยเลอร์จึงจะได้ขนาดที่เที่ยงตรงที่สุด

  • เครื่องชงขนาดบอยเลอร์เล็ก : เครื่องชงขนาดบอยเลอร์เล็ก มักมีความจุอยู่ที่ประมาณ 300 cc เหมาะกับร้านกาแฟขนาดย่อมที่ไม่ได้มีลูกค้าเข้าร้านถี่ ๆ หรือ ครั้งละ 1 – 2 คน
  • เครื่องชงขนาดบอยเลอร์กลาง : เครื่องชงขนาดบอยเลอร์กลาง มักมีความจุอยู่ระหว่าง 1.3 – 2 ลิตร เหมาะกับร้านกาแฟที่มีลูกค้าปานกลาง ไม่น้อยและไม่ถี่จนเกินไป หรือ ครั้งละ 3 – 5 คน
  • เครื่องชงขนาดบอยเลอร์ใหญ่ : เครื่องชงขนาดบอยเลอร์ใหญ่ มีความจุประมาณ 6.5 ลิตรขึ้นไป มักนิยมใช้กับร้านกาแฟที่มีลูกค้าเข้าไม่ขาดสาย ต้องใช้เครื่องอยู่ตลอดเวลา เครื่องชงขนาดนี้จึงเหมาะกับร้านกาแฟขนาดใหญ่ที่มีลูกค้าครั้งละ 8 – 10 คนขึ้นไป

แม้เครื่องชงกาแฟจะมีรูปแบบที่หลากหลายบนท้องตลาดปัจจุบัน แต่หากเรารู้กลยุทธ์ที่ดี เทคนิคที่เลิศก็จะสามารถเลือกซื้อเครื่องชงกาแฟที่เหมาะกับการเปิดร้านกาแฟของเราให้ได้มากที่สุด และหากมีตัวเลือกหรือช่องทางที่รวมแบรนด์มากมายเอาไว้ก็จะยิ่งทำให้เราประหยัดเวลาในเลือกซื้อเครื่องชงกาแฟไปได้อีกพอสมควร เหมือนกันการเลือกซื้อเครื่องชงกาแฟจาก Aroma Thailand ที่จะรวมแบรนด์ชั้นนำระดับโลกเอาไว้เกือบ 10 ยี่ห้อ มีให้เลือกทั้งตามฟังก์ชัน ตามราคา และตามขนาดได้อย่างครอบคลุม พร้อมคำอธิบายสินค้าที่จะช่วยแนะนำประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประโยชน์