“อะไรทำให้เครื่องดื่มสุดเรียบง่ายคอยขับเคลื่อนวิถีชีวิตของผู้คนในหลากหลายประเทศทั่วโลกมาตลอด?”

บทความนี้เราจะพาไปรู้จักชาที่นิยมในปัจจุบัน ไปจนถึงตอบคำถามข้างต้นด้วยประวัติศาสตร์ความเป็นมาของวัฒนธรรมการดื่มชาในประเทศที่น่าสนใจกัน

ประเภทของชาที่นิยมดื่มในปัจจุบัน

รีแคปประวัติศาสตร์ของชากันแบบสั้น ๆ ผู้คนเชื่อกันว่าใบชาใบแรกเริ่มต้นขึ้นในประเทศจีน ช่วงประมาณปี 2737-2750 ก่อนคริสตกาล โดย Shen Nong จักรพรรดิของประเทศจีน (ในช่วงเวลานั้) ที่กำลังพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่พร้อมกับต้มน้ำร้อนดื่มคลายอากาศหนาวไปด้วย แล้วบังเอิญลมพัดใบไม้จากต้นนั้นตกลงไปในหม้อของเขา มันคือ ‘ต้นชา’ ด้วยความอร่อยอย่างที่ไม่เคยพบที่ไหน Shen Nong หมกมุ่นกับการต้มน้ำชาจนค้นพบสรรพคุณหลากหลาย แล้วช่วงปี ค.ศ. 618-907 ชาก็เป็นที่นิยมไปทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่

แต่ชาไปโกลบอลโด่งดังทั่วโลกตอนปี 1657 เมื่อ Thomas Garway เปิดร้านดื่มชาร้านแรกของประเทศอังกฤษส่งผลให้เกิดวัฒนธรรม Tea Time ไปทั้งประเทศ ก่อนที่จะถูกส่งต่อไปทั่วโลกนั่นเอง … แต่ ‘ใบชา’ เองก็มีหลายแบบหลากประเภท ผู้คนที่อาศัยอยู่บนแผนที่โลกต่างกันก็ดื่มชาไม่เหมือนกัน เรามาดูกันดีกว่าว่าชาที่เป็นนิยมในปัจจุบันมีอะไรบ้าง

ชาขาว (White Tea)

เรียกว่าเป็นชาที่มีความออร์แกนิคที่สุดก็ว่าได้ เพราะผ่านการแปรรูปน้อยมาก ๆ จะเก็บเกี่ยวตอนดอกตูม แล้วเอามาตากแดด ก่อนจะผึ่งลมให้แห้งใน 48 ชั่วโมง เพื่อความสดและความหอม ชาชนิดนี้สามารถเก็บได้แค่ปีละ 2 ครั้ง เมื่อแปรรูปแล้วจะเป็นชาที่เน้นกลิ่นหอมและรสที่ไม่เข้มจนเกินไป

ชาเขียว (Green Tea)

การเก็บเกี่ยวชาเขียวนั้นจะไม่รอให้ชาทำกระบวนการออกซิได (unoxidized) แต่จะนำไปอบหรือผ่านความร้อนทันทีเพื่อความสดใหม่ ถือเป็นชาอีกชนิดที่สายรักสุขภาพนิยมบริโภค เพราะมีสรรพคุณดี ๆ มากมายจากวิตามิน แร่ธาตุ หรือสารต้านอนุมูลอิสระ มีประโยชน์ถึงขนาดช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็ง ไปจนถึงลดระดับของคอเลสเตอรอลเลยทีเดียว

ชาอู่หลง (Oolong Tea)

ชาของคนชอบความขมกลาง ๆ ที่โดยปกติแล้วหลังจากเก็บมาจากยอดชาอ่อนสีเขียว ก็จะถูกพักเอาไว้สักระยะ ก่อนจะเอาไปอบไอน้ำเพื่อหยุดกระบวนการออกซิได นี่ล่ะคือเคล็ดลับที่ทำให้ชาอู่หลงมีกลิ่นและรสชาติไม่เหมือนกับชาชนิดอื่น เพราะผ่านกระบวนการที่เรียกว่ากึ่งออกซิได (semi-oxidized) ทำให้มีความละเอียดอ่อนทางรสสัมผัสมากกว่าชาชนิดอื่น ๆ

ชาดำ (Black Tea)

เรียกว่า “ชาที่แมสที่สุดในโลก” ได้มั้ย ? ก็ได้นะ เพราะตามสถิติเราสามารถพบชาดำได้มากที่สุดในโลกแล้ว เราจะคุ้นเคยกับชาดำที่มาในลักษณะของใบกรอบ ๆ แห้ง ๆ นั่นเป็นเพราะว่ากรรมวิธีทำชาชนิดนี้คือการคั่ว รีดน้ำออกให้หมด หรือก็คือออกซิไดแบบ 100% ส่งผลให้มีหน้าตาที่เข้ม รสชาติก็เข้ม กลิ่นก็เข้ม ทั้งยังมีความฝาดมากกว่าชาไหน ๆ อีก แต่ก็ฮิตดื่มที่สุดในโลกนะ

ชาสมุนไพร (Herbal Tea / Tisanes)

ใครสายปรุงแต่งกลิ่นให้ยกแก้วมารินชาชนิดนี้ได้เลย เพราะชาสมุนไพรคือชาที่ดอกไม้ ผลไม้หลาย ๆ ชนิดมาชงเป็นชา และมักจะนิยมใช้ชาดำ ทำให้ชาชนิดนี้มีตัวเลือกมากมายเต็มไปหมด ถึงแม้ว่าไม่ได้ชอบดื่มชาตั้งแต่แรก แต่เจอความหอมระเหยในดอกไม้ ความหวานจากวิตามิน รับรองว่าเป็นใครก็เปิดใจ แล้วชาชนิดก็เหมาะกับคนที่ไวต่อคาเฟอีนมาก ๆ เพราะเขา Non-Caffein มาเลย

ชวนส่อง 7 วัฒนธรรมการดื่มชาทั่วโลก

ชวนส่อง 7 วัฒนธรรมการดื่มชาทั่วโลก

แล้วคนในประเทศต่าง ๆ ชอบดื่มชาประเภทไหนกัน เรามาส่องวัฒนธรรมในแก้วชาของผู้คนจากหลากประเทศทั่วโลกกันดีกว่า

อินเดีย

อินเดียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่รักการดื่มชาเอามาก ๆ ผู้คนที่นี่ดื่มชากันทุกเวลาแบบไม่มีตายตัว แน่นอนว่าคุณต้องเคยได้ยิน ‘ชาอัสสัม (Assam Tea)’ อันโด่งดังที่ปลูกในรัฐอัสสัมแหล่งปลูกชาที่สำคัญที่สุดในประเทศ รวมถึงระดับโลกด้วย ซึ่งจะสามารถเก็บเกี่ยวได้แค่ปีละ 4 ครั้งเท่านั้น !

นอกจากนั้นที่ดังไม่แพ้กันในชมพูทวีปนี้ก็คือ ‘ชาไจ (Chai Tea)’ การดื่มชาเฉพาะตัวแบบอินเดียสไตล์ที่มีความเผ็ดร้อนจากเครื่องเทศอย่างโปยกั๊ก / ลูกกระวาน / ก้านพลู และอีกมากมายเต็มไปหมด และปัจจุบันก็มีการปรับพัฒนาสูตร ใส่นมจนเป็นลาเต้ ที่เรียกว่าทั้งร่วมสมัยและอร่อย อีกเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมการดื่มชาในอินเดียคือความเรียบง่าย ไม่ต้องมีพิธีรีตองแบบชนชาติอื่น ๆ เลย

จีน

ประเทศที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดชาโลก และผู้คนผูกพันธ์กับวัฒนธรรมการดื่มชาในระดับที่เข้มข้น เปรียบได้กับปรัชญาของ ‘ขงจื๊อ’ ในแง่ของความสามัคคีและความสมดุล พวกเขาดื่มชาเพื่อความสุนทรีย์ของชีวิต และถึงชาจากจีนจะมีหลายร้อยหลายพันธุ์ชนิด ประชาชนก็มองสิ่งนี้ว่ามีคุณค่า จะเห็นได้ว่าการดื่มชาในประเทศจีนจึงถูกแทรกเข้าไปอยู่ในพิธีการใหญ่อย่างการไหว้บรรพบุรุษ หรือการส่งมอบเครื่องบรรณาการแด่องค์จักรพรรดิเลยทีเดียว

ญี่ปุ่น

จุดกำเนิดของชาในญี่ปุ่นเริ่มต้นจากพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งที่ไปศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศจีน แล้วหอบชากลับมาด้วย ในตอนแรกเริ่มเลยการดื่มชาในญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องของชนชั้นสูงและนักรบซามูไร คนทั่วไปดื่มไม่ได้เลย ก่อนที่จะเปลี่ยนกฎทีหลัง

และเมื่อพูดถึงญี่ปุ่นก็ต้องเป็นชาเขียวอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมัทฉะ (Matcha) / เก็นไมฉะ (Genmaicha) / เซนฉะ (Sencha) / เกียวคุโระ (Gyokuro) ความแตกต่างของรสชาติขึ้นอยู่กับภูมิภาคที่ปลูก ส่วนแหล่งปลูกชาสำคัญในประเทศญี่ปุ่น ณ ปัจจุบันก็จะมีจังหวัดชิซูโอกะ (Shizuoka) ที่ผลิตชาเขียวใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

ในช่วงกลางศตวรรษที่ 15 ‘เซน โนะ ริคิว’ นักบวชนิกายเซนค่อย ๆ ปรับพิธีการชงชาที่แดนปลาดิบได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีนให้เป็นของตัวเอง จนเกิดเป็นความเรียบง่าย เป็นปรัชญาที่เรียกว่า อิจิโกะ อิจิเอะ (一期一会) หมายถึงการปฎิบัติต่อผู้คนอย่างให้เกียรติราวกับเป็นการพบกันครั้งสุดท้ายทุกครั้ง

ศรีลังกา

นึกถึงศรีลังกาก็ต้อง ‘ชาซีลอน (Ceylon Tea)’ ชารสเข้มหวานมันคุณภาพดีสินค้าส่งออกเบอร์ต้นของประเทศ มีประวัติศาสตร์เล่าว่านี่คือประเทศที่คนไม่ได้นิยมดื่มชามาก่อน แต่เพราะเคยเกิดโรคระบาดในกาแฟ ผู้คนจึงหันมาปลูกชา บวกกับเคยตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน จึงได้รับวัฒนธรรมการดื่มชามาแบบเต็ม ๆ และนอกจากชาซีลอนจะมีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังมีความสำคัญกับวิถีชีวิตของผู้คนในประเทศ ไม่ต่างจากประเทศก่อนหน้าที่เรากล่าวมาเลย

** แต่ก่อนประเทศศรีลังกาเคยชื่อว่า ‘ซีลอน’ ชาชนิดนี้ก็ตั้งตามชื่อประเทศนั่นเอง **

ไต้หวัน

ที่สุดของเมนูชาเท่าที่คนไทยอยากขอบคุณโลกนี้ที่มีสิ่งนี้ ก็คือ ‘ชาไข่มุก’ จากประเทศไต้หวันนั่นเอง ประวัติศาสตร์ของเครื่องดื่มตัวนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 1988 โดยเจ้าของร้านชาคนหนึ่งในไต้หวันที่บังเอิญหย่อนมันสำปะหลังที่เอาไว้ใช้ทำขนม ‘เหลียง หยวน (Fen Yuan)’ ใส่ชาเย็น ตรงนั้นเองที่สมการความหนุบหนับขณะดื่มชาหวาน ๆ ก็เกิดขึ้น เกิดชื่อเรียกเฉพาะว่า ‘ชาไข่มุก (Bubble Tea)’ ที่สามารถดัดแปลงใส่ลงไปในเครื่องดื่มชาเขียว ชาดำ ชามะลิ อย่างที่เราคุ้นตาคุ้นปากกันถึงทุกวันนี้

ความไฮป์นี้ทำให้แทบทุกร้านชานมในไต้หวันบรรจุเมนูชานมไข่มุกอย่างไม่รอช้า และไวรัลไปทั่วโลก กลายเป็นเครื่องดื่มที่ไม่ใช่แค่อร่อย แต่ยังแสดงถึงความสนุกสนานเมื่อดื่มกับเพื่อน ๆ และแน่นอนว่ากลายเป็นชาแห่งวิถีชีวิตของชาวไต้หวันอย่างแยกกันไม่ออกไปแล้ว

อังกฤษ

อีกประเทศที่ผู้คนมีความสัมพันธ์ร่วมกับชามาตั้งแต่ช่วงต้นของศตวรรษที่ 18 โดยเริ่มต้นมาจาก Afternoon Tea (ช่วงดื่มชาระหว่าง 15:00 – 19:00) ของ ‘แอนนา ดัชเชสส์แห่งเบดฟอร์ด’ ที่เกิดหิวก่อนที่มื้อเย็นจะเริ่มต้น เธอจึงขอให้แม่บ้านในวังเตรียมขนมและชาเพื่อกินรองท้อง จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ส่งผลให้เกิดวัฒนธรรมการดื่มชาในชนชั้นสูง จากนั้นก็นิยมในหมู่คนทุกชนชั้น ก่อนจะเกิดวัฒนธรรมการคบค้าสมาคมด้วยน้ำชายามบ่าย ที่บนโต๊ะจะต้องมีชา สโคน แซนด์วิช ขนมหวานชิ้นเล็ก ๆ และอื่น ๆ ตามใจชอบ

จริง ๆ การดื่มชาแบบอังกฤษจะมีสิ่งที่เรียกว่า Breakfast Tea ด้วย คือดื่มด่ำชาพร้อมอาหารเช้าเลย และถ้าถามว่าคนอังกฤษดื่มชาแบบไหน เราก็ต้องบอกว่าทุกแบบแล้วแต่ใครจะชอบ ไม่ว่าจะชาดำ ชาซีลอน ชาอัสสัม มีทุกอย่างเลย

ตุรกี

นี่คือประเทศที่ผู้คนรักการดื่มชามากเสียจนถึงขนาดว่าชาที่ปลูกในประเทศมีขึ้นเพื่อให้คนในประเทศดื่มเป็นส่วนใหญ่ ชาท้องถิ่นของที่นี่ถูกเรียกว่า Cay เสิร์ฟในรูปแบบของชาดำร้อน ๆ ตามที่คนในประเทศนิยมกัน แต่นอกจากชาดำคนตุรกีก็นิยมดื่มชาสมุนไพรด้วย โดยเฉพาะที่เป็นผลไม้อย่างชาทับทิมหรือชาแอปเปิ้ล

อีกอย่างที่ทุกคนต้องรู้ก็คือชาแบบสไตล์ Turkish Tea เขามีถาดวาง มีกาน้ำชา ไปจนถึงแก้วบนโต๊ะที่เห็นแล้วเพลิดเพลินตามาก ๆ เป็นการดื่มแบบเอาสุนทรียะแบบสุด ๆ และเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าชามีส่วนสำคัญต่อผู้คนในประเทศจริง ๆ

ถ้าพูดถึงเรื่องชา ไม่รู้ว่าหลาย ๆ คนรู้มั้ย ความหลากหลายมีมากมาย แต่ถ้าอยากทดลองเริ่มต้น แนะนำชาของแต่ยังไงก็จะขอใช้พื้นที่ตรงนี้บอกอยู่ดี เพราะที่ Aroma เราคัดสรรชาเกรดดีพรีเมี่ยมทุกประเภทรวมเอาไว้ในร้านเยอะมาก เข้าถึงได้ง่าย มีหลายตัวให้เลือก หลายเกรด Premium นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น รสชาติเป็นเอกลักษณ์ สามารถสร้างสรรได้หลายเมนู ควบคุมต้นทุนต่อแก้วได้ ลิสต์ออกเป็น 3 ประเภทได้ตามนี้

1. KYOTO MATCHA GREEN TEA ชาเขียวมัทฉะนำเข้าแท้จากประเทศญี่ปุ่น เกรดพรีเมี่ยม ต้นฉบับสไตล์ญี่ปุ่น สีเขียวเข้ม กลิ่นหอมชาเขียวมัทฉะ อิมพอร์ตจากต้นตำรับเมืองเกียวโต แท้อิมพอร์ตจากต้นตำรับเมืองเกียวโต

2. MATCHA GREEN TEA BASE ชาเขียวมัทฉะแท้นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ผงละเอียด กลิ่นหอมชาเขียวมัทฉะ รสชาตินุ่มนวล กลมกล่อม มีกลิ่นหอมชาเขียว และรสชาติฝาดของชาที่ลงตัว

3. HOJICHA GREEN TEA โฮจิฉะอโรม่า ชาเขียวระดับพรีเมี่ยม นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ผ่านการคั่วอย่างพิถีพิถัน หวานนุ่ม สะดวก ควบคุมเมนูและต้นทุนได้ดี

ส่วนตัวรู้สึกว่าความสวยงามที่แท้จริงของเครื่องดื่มที่เรียกว่า ‘ชา’ ของแต่ละประเทศไม่ได้อยู่ที่ว่ารสชาติของใครอร่อยกว่ากัน แต่มันอยู่ที่เรื่องราว ประวัติศาสตร์ และความเป็นมา ว่าทำไมเครื่องดื่มชนิดนี้ถึงเข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตพร้อมกับเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนผู้คนมาโดยตลอด